สวนนกบุรีรัมย์

สวนนกบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ตำบลสะแกซำ อยู่ในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด กำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเมื่อปี 2535 จากการสำรวจพบว่าในแต่ละปีมีนกชนิดต่าง ๆ มาอาศัยอยู่โดยรอบจำนวนกว่า 100 ชนิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายนจะมีฝูงนกมาอาศัยอยู่มากเป็นพิเศษ บางชนิดใกล้สูญพันธุ์และหาดูได้ยาก เช่น นกเป็ดหงส์ นกเป็ดก่า และนกกาบบัว

ตลาดน้ำวัดบางประมุง

เพราะเสน่ห์ของคลองบางประมุงที่เรียงรายด้วยเรือนแพไม้ลอยสงบนิ่งเหนือผืนน้ำทำให้ดูคล้ายอดีตที่ยังคงมีชีวิต วันวานของนครสวรรค์จึงถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งด้วยการจัดตั้งตลาดน้ำย้อนยุคที่จะทำให้ทุกคนสนุกไปกับเรื่องราวของเรือนแพและสายน้ำลำคลอง และตลาดน้ำคลองบางประมุงก็กลายเป็นตลาดน้ำแห่งเดียวของภาคเหนือ ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และจัดขึ้นเฉพาะวันเสาร์กับวันอาทิตย์เท่านั้น

บ้านโบราณ

ไม่เพียงมีผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์เท่านั้น หากอำเภออุ้มผางยังมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่น่าสนใจ นั่นก็๕ือ บ้านโบราณที่ปลูกสร้างขึ้นเรียงรายอยู่ในตัวอำเภอที่ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 40 ปี แม้ปัจจุบันนี้มีอยู่ไม่ถึง 10 หลังแล้ว เนื่องจากสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่บ้านโบราณเหล่านี้ก็ยังคงเป็นเสน่ห์อันเรียบง่าย ของอำเภออุ้มผาง

น้ำตกสาริกา

ความสวยงามของน้ำตกสาริกาที่มัดใจผู้มาเยือนให้หวนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า คือภาพของสายน้ำทิ้งตัว หล่นลงมาจากหน้าผาเป็นทอดๆ ที่สูงถึง 9 ชั้น โดยหน้าผาที่สูงที่สุดนั้นสูงราวๆ 200 เมตร นอกจากนี้น้ำตก ในแต่ละชั้นยังมีแอ่งน้ำที่ทุกคนสามารถลงไปเล่นน้ำได้ น้ำตกสาริกาจะมีปริมาณน้ำมากในฤดูฝน ส่วนในฤดูแล้งมีน้ำค่อนข้างน้อยจึงไม่เหมาะกับการท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก

หมู่บ้านไทยลื้อหนองบัว

มาทำความรู้จักผ้าทออันเป็นเอกลักษณ์ของไทลื้อจาก “ผ้าลายน้ำไหล” ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ซึ่งเลื่องลือในฝีมือการทอผ้าพื้นเมืองที่สวยงามมายาวนาน และเป็นแหล่งทอผ้าไทลื้อที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่าน โดยสามารถเลือกซื้อชิ้นงานหัตถกรรมคุณภาพ พร้อมชมวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวบ้านที่น่าประทับใจ

หอศิลปและวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยนเรศวร

พบกับผลงานศิลปกว่าร้อยชิ้นของศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทย อาทิ สวัสดิ์ ตันติสุข พูน เกษจำรัส ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ประเทือง เอมเจริญ และชวลิต เสริมปรุงสุข เป็นต้น และยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับ วิถีชุมชนภาคเหนือตอนล่าง จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องมือทำมาหากินต่างๆ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา รวมทั้งเผยแพร่และอนุรักษ์สมบัติของชาติให้คงอยู่สืบไปตราบนานเท่านาน

วัดทุ่งเศรษฐี ขอนแก่น

วัดทุ่งเศรษฐี มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ ด้วยความคิดที่จะสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมของหลวงตาย่ามแดง กล่าวถึงหลวงตาย่ามแดงพอสังเขป ว่าท่านเคยบวชเป็นพระญาติโยมเรียกท่าว่าหลวงตา เมื่อสึกออกมาท่านนุ่งขาวห่มขาว สะพายย่ามสีแดง ปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมเหมือนเช่นสมัยที่เป็นพระ ลูกศิษย์ลูกหาก็ยังคงเรียกท่านว่าหลวงตา ด้วยย่ามสีแดงที่สะพายเป็นประจำ ในบางครั้งก็นุ่งห่มสีแดงด้วย เลยเรียกกันว่าหลวงตาย่ามแดง ที่ดินที่จะสร้างสถานปฏิบัติธรรมเป็นที่ดินของท่านเองในตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ท่านเรียกรถแบคโฮมาปร้บที่ดินขุดพบพระขรรค์เก่าแก่ยาวราวฟุตกว่า เห็นว่าน่าจะมีความพิเศษบางอย่างบนที่ดินผืนนี้ ท่านเข้าญาณเล็งเห็นว่าเป็นพื้นที่บรรจบกันของ 3 โลก คือสวรรค์โลกมนุษย์และบาดาล จึงคิดจะสร้างเป็นวัดขึ้น เหล่าศิษยานุศิษย์ช่วยกันซื้อที่ดินขยายพื้นที่ออกไปจนรวมได้ 73 ไร่ จุดบรรจบของสามโลกธาตุนั้นได้กำหนดให้เป็นที่สร้างพระมหาเจดีย์ครอบเอาไว้ ก่อนการออกแบบจะเริ่มขึ้นหลวงตาย่ามแดงได้กล่าวว่า เจดีย์นี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะเป็นแบบนานาชาติ ธิเบต ไทย แขก จีน ฝรั่ง ผสมกัน ไม่ว่าคนชาติไหนมาก็จะเข้าใจศิลปะของมหาเจดีย์องค์นี้ได้ไม่ยาก สถาปนิกผู้ได้รับมอบหมายให้ออกแบบถึงกับงงเพราะยังไม่มีความคิดอะไรเกี่ยวกับเจดีย์นี้เลยสักอย่าง หลวงตาย่ามแดงให้สร้างเจดีย์นี้ในโครงการที่ชื่อว่า มหาเจดีย์ร้อยล้าน พร้อมยังกล่าวกับลูกศิษย์ว่าจะมีมหาเศรษฐีพันล้านมาช่วยเป็นธุระรับก่อสร้างให้ ท่านวางศิลาฤกษ์วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ยกยอกฉัตรทองคำเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2551 หลังจากยกยอดฉัตรแล้วก็เกิดสิ่งอัศจรรย์รถเครนหมุนข้ามยอดฉัตรไม่ได้ จนสุดท้ายต้องถอดถอนเครนลงมา

วัดก้ำก่อ

“วัดก้ำก่อ” (ก้ำก่อภาษาไทยใหญ่แปลว่า “ดอกบุนนาค”)ตามประวัติกล่าวว่าวัดก้ำก่อสร้างขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ . ศ 2433 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 13 ค่ำเ เดือน 2 ปีขาล จ . ศ . 1252 โดยเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด นามว่า ‘’ ครูบาเฒ่า ‘’ ชาวไทใหญ่ผู้อพยพมาจากเมืองเชียงทอง เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดนี้ขึ้น ชาวบ้านทั่วไปขนานนามท่านว่า ‘’ ตุ๊เจ้าเจียงตอง ‘’ ( ออกเสียงตามภาษาพื้นเมือง ) หมายถึงพระที่มาจากเมืองเชียงของนั่นเอง ประวัดการก่อตั้งวัดก้ำก่อพอจะสรุปได้ว่าเมื่อครั้งที่ครูบาเฒ่าอพยพมาจากเมืองเชียงทองเข้ามาสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้น ท่านได้เดินทางมาจนพบที่ว่างขนาดครึ่งสนามฟุตบอลอยู่ท่ามกลางป่าไม้ล้อมรอบ สามารถสร้างวัดได้โดยไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่าหรือทำการปรับพื้นที่ให้ ๆ อีกจึงได้ชักชวนชาวบ้านมาดูและตัดสินใจสร้างวัดขึ้นในที่นั้น โดยชาวบ้านเป็นผู้หาวัสดุก่อสร้างและลงแรงกันเอง วัดก้ำก่อมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ คือมีการสร้างวัดโดยฝีมือของช่างชาวไทใหญ่ที่ได้เข้ามาอาศัยและได้ศรัทธาในวัดนี้ วัดก้ำก่อมีสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่น คือมีซุ้มประตูทางเข้าไปสู่ศาลาการเปรียญ หรือที่เรียกว่า “ส่างหว่าง” เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของอาคารทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดแม่ฮ่องสอนตามแบบสถาปัตยกรรมไต(ไทใหญ่) จะมีเฉพาะอาคารวัดเท่านั้นไม่มีในอาคารบ้านเรือนของชาวบ้านทั่ว ๆไป ในสมัยก่อนเมื่อจะเข้าไปในวัดชาวบ้านจะนิยมถอดรองเท้าไว้แล้วเดินเข้าวัดทาง “ส่างหว่าง” เนื่องจากเชื่อกันว่าถ้าสวมรองเท้าเข้าไปในวัดนอกจากจะไม่เคารพสถานที่แล้ว เวลาเดินออกจากวัดนั้นยังจะมีดินมีทรายติดรองเท้าไปด้วยถือว่าเป็นบาปมาก […]

สะพานแขวนสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

อาจกล่าวได้ว่าจุดชมวิวแม่น้ำปิงที่ดีที่สุดของจังหวัดตากคือมุมมองจากบนสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีที่ใครๆ พากันเรียกว่า “สะพานแขวน” แห่งนี้ ที่นี่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2525 โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก เพื่อสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตัวสะพานมีขนาดกว้าง 2.50 ม. ยาว 700 ม. ฐานรากและเสาเป็นคอนกรีต จำนวน 5 จุด พื้นทำด้วยไม้โยงและยึดด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ บนสะพานมีระยะทางยาวประมาณ 400 เมตร

แนะผู้ปกครอง ระวังไวรัสลงกระเพาะในเด็กเล็ก

กรมการแพทย์เตือนอากาศเปลี่ยน ฝนตกชุก ผู้ปกครองควรระวังสุขภาพของลูกเป็นพิเศษ โดยหมั่นทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ ดูแลอาหารการกิน ล้างมือทุกครั้งหลังขับถ่าย เพราะหากสกปรกหรือมีเชื้อโรค อาจทำให้เกิดโรคไวรัสลงกระเพาะและลำไส้ อันตรายถึงชีวิต